SSF ยังซื้อลดหย่อนได้ไหม
ไม่ได้แล้วครับ สิทธิลดหย่อนภาษีของกองทุน SSF (Super Savings Fund) สิ้นสุดลงตั้งแต่ปีภาษี 2567 และกองทุน SSF ปิดรับคำสั่งซื้อและสับเปลี่ยนเข้าตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา
หน่วยลงทุนที่ถืออยู่ไม่ได้หายไปไหน ยังลงทุนต่อได้ตามปกติ แต่ต้อง ถือให้ครบ 10 ปีนับจากวันที่ซื้อแต่ละครั้ง ตามเงื่อนไขเดิมตอนที่ใช้สิทธิลดหย่อน ถ้าขายก่อนครบกำหนดจะผิดเงื่อนไขและต้องคืนภาษีที่เคยได้รับพร้อมเงินเพิ่ม
ดังนั้นถ้ากำลังวางแผนลดหย่อนภาษีสำหรับปีนี้ ตัวเลือกหลักที่เหลืออยู่คือ RMF และ Thai ESG (รวมถึง Thai ESGX ซึ่งเป็นกองทุนในกลุ่มเดียวกันที่ออกมาทีหลัง)
ตารางเทียบแบบเห็นภาพ
| หัวข้อ | RMF | Thai ESG | SSF |
|---|---|---|---|
| ยังซื้อลดหย่อนได้ | ได้ | ได้ | ไม่ได้แล้ว |
| เพดานลดหย่อน | 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 | 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 | — |
| นับรวมเพดาน 500,000 | ใช่ | ไม่ (แยกอีกก้อน) | — |
| ระยะเวลาถือครอง | อย่างน้อย 5 ปี และถืออายุครบ 55 ปี | อย่างน้อย 5 ปี นับวันชนวัน | 10 ปี (ของเดิมที่ถืออยู่) |
| ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี | ต้องซื้อ (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติด) | ไม่ต้อง | — |
| ลงทุนในอะไร | เลือกได้หลากหลาย ทั้งไทยและต่างประเทศ | หุ้น/ตราสารหนี้ไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG | — |
เรื่องเพดานที่คนพลาดบ่อยที่สุด
นี่คือจุดที่ทำให้คนซื้อเกินสิทธิโดยไม่รู้ตัว: กองทุนเพื่อการเกษียณทุกตัวใช้เพดานรวมกันก้อนเดียว 500,000 บาท
กลุ่มที่ต้องนับรวมกันคือ:
- RMF
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือ กบข.
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
ถ้าบริษัทหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้อยู่แล้วปีละ 200,000 บาท คุณจะเหลือเพดานสำหรับ RMF แค่ 300,000 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ 500,000
Thai ESG ไม่ได้นับรวมในเพดาน 500,000 บาทของกลุ่มเกษียณ แปลว่าคนที่ใช้สิทธิกลุ่มเกษียณเต็มเพดานแล้ว ยังลดหย่อนเพิ่มด้วย Thai ESG ได้อีกสูงสุด 300,000 บาท — รวมแล้วมีสิทธิลดหย่อนจากกองทุนได้ถึง 800,000 บาท (ถ้ารายได้สูงพอ เพราะยังติดเงื่อนไข 30% ของเงินได้อยู่)
RMF — เงื่อนไขที่ต้องระวัง
RMF ให้เพดานสูงสุด แต่เงื่อนไขก็เข้มที่สุดเช่นกัน:
ต้องซื้อต่อเนื่อง
- ซื้ออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ขั้นต่ำ 5,000 บาท หรือ 3% ของเงินได้ (แล้วแต่จำนวนไหนต่ำกว่า)
- เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน (ซื้อปีเว้นปีได้)
- ปีไหนไม่มีเงินได้ ไม่ต้องซื้อก็ได้
ขายได้เมื่อไหร่
ต้องเข้าเงื่อนไข ทั้งสองข้อพร้อมกัน คือถือครบ 5 ปีเต็มนับแบบวันชนวันจากการซื้อครั้งแรก และ อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
ถ้าคุณอายุ 30 ปีแล้วซื้อ RMF ปีนี้ คุณจะขายได้ตอนอายุ 55 ปี ไม่ใช่ 5 ปีข้างหน้า — เงินก้อนนี้ถูกล็อกยาวมาก ควรมั่นใจว่าไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้ระหว่างทางจริงๆ
Thai ESG — เพดานแยกอีกก้อน
Thai ESG ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนตลาดทุนไทย จึงลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยที่ผ่านเกณฑ์ด้านความยั่งยืน
- เพดาน: 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี
- ถือครอง: อย่างน้อย 5 ปีนับแบบวันชนวันจากวันที่ซื้อ
- ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี — ยืดหยุ่นกว่า RMF มาก
- ไม่ผูกกับอายุ 55 — ครบ 5 ปีก็ขายได้เลย
ข้อแลกเปลี่ยนคือขอบเขตการลงทุนแคบกว่า เพราะจำกัดอยู่ในสินทรัพย์ไทย ขณะที่ RMF เลือกกองทุนต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงได้
มีเงินจำกัด ควรซื้อตัวไหนก่อน
ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่มีหลักคิดที่ใช้ตัดสินใจได้:
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เงินก้อนนี้เมื่อไหร่
เริ่มจาก Thai ESG เพราะล็อกแค่ 5 ปี ไม่ผูกอายุ 55 และไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่จะผิดเงื่อนไขต่ำกว่ามาก
ถ้าอายุใกล้ 55 แล้ว
RMF น่าสนใจขึ้นทันที เพราะเงื่อนไข "ถือจนอายุ 55" แทบไม่เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป และเพดานสูงกว่า
ถ้าใช้สิทธิกลุ่มเกษียณเต็มแล้ว
เหลือทางเดียวคือ Thai ESG เพราะเป็นเพดานคนละก้อน
ลดหย่อนภาษีช่วยประหยัดเงินเท่ากับ จำนวนที่ซื้อ × อัตราภาษีขั้นสูงสุดที่คุณอยู่ ถ้าคุณอยู่ขั้น 5% การซื้อกองทุน 100,000 บาทประหยัดภาษีได้ 5,000 บาท แต่ต้องล็อกเงินไว้ 5 ปี ลองชั่งดูว่าคุ้มกับสภาพคล่องที่เสียไปหรือไม่ — วิธีคิดว่าคุณอยู่ขั้นไหน อ่านได้ใน บทความวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อยากรู้ว่าซื้อเพิ่มอีกเท่าไหร่ถึงคุ้มที่สุด
MoneyMind คำนวณให้เลยว่าเหลือเพดานลดหย่อนอีกเท่าไหร่ในแต่ละช่อง ซื้อเพิ่มแล้วประหยัดภาษีได้กี่บาท และควรซื้อตัวไหนก่อนตามลำดับระยะเวลาล็อก
ลองวางแผนภาษีฟรีบทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน MoneyMind ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุน ภาษี หรือกฎหมาย เงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษีมีการเปลี่ยนแปลงตามมาตรการภาครัฐเป็นระยะ ก่อนตัดสินใจลงทุนจริงควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับ บลจ. ที่คุณซื้อ กรมสรรพากร หรือผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาตเสมอ